Roynarm's Blog

Just another WordPress.com site

เรื่องเล่าสาวเดินดอย – ยอดดอยหลวงเชียงดาว

ขึ้นที่สูงมุ่งสู่ดอยหลวงเชียงดาว

เพื่อหลีกเร้นจากเรื่องราววุ่น ๆ เกี่ยวกับน้ำที่บุกจู่โจมเข้าสู่เมืองหลวงอย่าง กทม. ในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา จนกระทั่งถึงช่วงวันที่ 4 – 6 พ.ย. 2554 ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มคนแบกเป้จะรวมตัวกันขึ้น เพื่อบุกยอดดอยที่ได้ชื่อว่าสูงเป็นอันดับสามของประเทศไทย เราจึงตัดสินใจที่จะบุกตะลุยขึ้นไปพร้อมๆ กับพวกเขาด้วย (อันดับ 1 คือดอยอินทนนท์อันดับ 2 คือ ดอยผ้าห่มปก)

“ดอยหลวงเชียงดาว” เป็นดอยที่มีลักษณะเป็นเทือกเขา ความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,225 เมตร อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว ยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว เรียกว่า ดอยหลวงเชียงดาว จากบนยอดดอยซึ่งเป็นที่ราบแคบๆ สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามรอบด้าน คือ ทะเลหมอกด้านอำเภอเชียงดาว ดอยสามพี่น้อง เทือกดอยเชียงดาว ตลอดจนถึงยอดดอยอินทนนท์อันไกลลิบอากาศเย็น ลมแรง และสมบูรณ์ด้วยดอกไม้ป่าภูเขาที่หาชมได้ยากมากมายรวมทั้งนกและผีเสื้อด้วย  แต่บางคราวหากใครโชคดีก็จะได้พบเห็นเลียงผา กวางผา ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ประปราย ซึ่งดูเหมือนคณะเราบางคนจะโชคดีได้เห็นกวางตัวเป็น ๆ ในยามเช้าวันอาทิตย์ บนยอดดอยสูงสุดนั่นเอง

ในสมัยโบราณดอยเชียงดาวถูกเรียกว่า “ดอยอ่างสลุง” ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อกันตามตำนานเมืองเชียงใหม่ว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาพร้อมพระอรหันต์ 8 องค์ทรงลงสรงน้ำในสลุงทองคำหรือบริเวณอ่างสลุงนั่นเอง บางคนเรียกดอยแห่งนี้ว่า “ดอยหลวง” เนื่องจากเป็นดอยที่มีขนาดสูงใหญ่ (“หลวง” หมายความว่า “ใหญ่”) เพี้ยนเป็น“ดอยหลวงเพียงดาว” จนกระทั่งกลายมาเป็น “ดอยหลวงเชียงดาว” หรือ “ดอยเชียงดาว” ในปัจจุบัน

ดอยหลวงเชียงดาว ประกอบด้วยยอดเขาสำคัญ คือยอดสูงสุดดอยหลวงเชียงดาว สูงจากระดับน้ำทะเล 2,225 เมตร และยังมียอดเขาอีกหลายยอดที่มีความสูงโดดเด่น สามารถชมทิวทัศน์ได้แตกต่างกันออกไป เช่น ดอยกิ่วลมสูงจากระดับน้ำทะเล 2,140 เมตร และดอยเหนือหรือดอยพีระมิดสูงจากระดับน้ำทะเล 2,175 เมตร ดอยหนอกสูงจากระดับน้ำทะเล 2,000 เมตร และดอยสามพี่น้องสูงจากระดับน้ำทะเล 2,150 เมตร

ยอดเขาลูกต่างๆ ที่อนุญาตให้ขึ้นไปท่องเที่ยวทั้งหมด 3 ยอดด้วยกัน คือ ยอดดอยสามพี่น้อง  ยอดดอยกิ่วลม และ ยอดดอยสูงสุด

การเดินทางไปดอยหลวงเชียงดาวของเราในครั้งนี้ เป็นการรวมกลุ่มกันเดินทางแบบแบกเป้ ซึ่งนัดหมายกันขึ้นรถตู้กันบริเวณลาดจอดรถ BTS หมอชิต (ซึ่ง ณ วันที่ 7 พ.ย.54 ถูกน้องน้ำท่วมจู่โจมแล้ว) ประมาณเวลา 3 ทุ่ม เราจึงได้เวลาออกรถมุ่งสู่ถนนสายเอเชียที่คาดว่าน้ำลดระดับลงแล้วเพื่อมุ่งหน้าสู่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ยามรุ่งอรุณของวันใหม่ (4 พ.ย. 54) ประมาณ 9 โมง เราก็เดินทางมาถึงเชียงใหม่ ทุกคนร่วมรับประทานอาหารเช้าเติมกำลังกันก่อน จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ ร้านลุงแกละ แปดริ้ว ตั้งอยู่ตรงตีนดอยทางขึ้นถ้ำเชียงดาว  ซึ่งเป็นเสมือนจุดประจำการสำหรับกลุ่มคนเที่ยบแบบแบกเป้ ในการเปลี่ยนจากรถตู้มาเป็นรถกระบะ เนื่องจากหนทางหลังจากนี้จะเป็นการขึ้นดอย ซึ่งรถตู้ไม่สามารถเข้าไปได้  อีกทั้ง ร้านลุงแกละ ยังเป็นร้านประจำในการสั่งข้าวกลางวัน พร้อมน้ำดื่ม เพื่อให้นักเดินทางพกติดตัวไว้รับประทานระหว่างการเดินขึ้นดอยอีกด้วย

เมื่อจัดเตรียมสัมภาระเรียบร้อย ทุกคนต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ที่หน่วยฯ เพื่อรับชมวีดีทัศน์เกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการขึ้นดอยจากเจ้าหน้าที่ พร้อมลงชื่อให้เรียบร้อย ซึ่งทุกอย่างดำเนินการเสร็จสิ้น และขึ้นรถกระบะอีกครั้งเพื่อไปยังจุดเริ่มต้นเดิน โดยเราเริ่มเดินขึ้นดอยทางปางวัว

เส้นทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาวมี 3 เส้นทาง คือ
1. เส้นทางบ้านถ้ำ เป็นเส้นทางชัน โหดที่สุด ไม่เหมาะแก่การขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้เส้นทางนี้ในการลง (ปัจจุบันไม่ได้เปิดให้ใช้เส้นทางนี้ เพราะเป็นทางชัน และอาจจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย)

2. เส้นทางเด่นหญ้าขัด ต.แม่นะ อ.เชียงดาว เดินสบายที่สุด แต่ต้องเช่ารถขึ้นไปส่งค่อนข้างไกล (ค่ารถที่จะไปส่งตรงทางขึ้นดอยที่เด่นหญ้าขัด 1,000 บาท) เป็นเส้นทางที่นิยมใช้มากที่สุด ถือเป็นเส้นทางที่ไกลที่สุดจากจุดเริ่มต้นขึ้นไปถึงยอดดอย การเดินเท้าจากหน่วยฯ เด่นหญ้าขัด ระหว่างทางจะมีทั้งพันธุ์ไม้ทั่วไป และพันธุ์ไม้หายาก จากระดับที่สูงขึ้นและสูงขึ้น ไต่ไปตามทางที่ทั้งลื่นและแคบ บางช่วงก็กว้างพอที่จะเดินแบบเกาะกลุ่มกันได้ บางช่วงก็แคบชนิดที่ต้องเดินเรียงเดี่ยวเท่านั้น

3. เส้นทางนาเลา หรือ ปางวัว จะชันกว่าทางเดินทางด้านเด่นหญ้าขัด โดยมีหญ้าแฝกขึ้นรกสูงท่วมหัว ควรใส่ถุงมือ เสื้อแขนยาว ระหว่างเดิน เพราะอาจโดนหญ้าแฝกบาดได้  ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 4-6 ชั่วโมง แล้วแต่สภาพร่างกาย

เมื่อพร้อมแล้ว พวกเราก็แบกเป้ของตนเอง บางคนอาจจะจ้างพิเศษให้ลูกหาบ หาบเป้และสัมภาระเพิ่มแทนได้ แต่ไม่ควรมากเกินไป เพราะลูกหาบจำกัดน้ำหนักในการแบก กลุ่มของเราเริ่มเดินช่วงเวลาเที่ยงวัน บางคนนำข้าวกลางวันขึ้นมารับประทานก่อนเดินกันเลยทีเดียว เพื่อลดภาระน้ำหนักที่ต้องแบก

ซึ่งการเดินในระยะแรก เป็นเหมือนการปรับสภาพร่างกาย เพราะจะเหนื่อยเร็วมาก เดินได้ไม่เท่าไรก็ถึงกับหอบกันเลยทีเดียว (ความจริงควรออกกำลังกายเพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมมาก่อนล่วงหน้า) เพราะเป็นทางขึ้นดอย เส้นทางยังรกไปด้วยหญ้าสูงท่วมหัว ส่วนพื้นดินมีสภาพเปียกชื้น ทำให้ลื่นล้มเป็นระยะ

เราแบกเป้ออกเดินบ้างพักบ้าง จิบน้ำบ้าง ท่ามกลางความร้อนยามบ่าย เดินมาจนถึงป่าไผ่ พักกินข้าวกลางวันซัก10นาที  ก่อนเดินทางต่อเพื่อให้ไปถึงจุดกางเต็นท์ก่อนมืด

การแบกเป้เดินบนดอย ถือได้ว่าเป็นการเดินขึ้นแบบท้าแรงโน้มถ่วง ซึ่งเราแบกเป้มาถึงจุดกางเต๊นท์ราว 6 โมงเย็น นั่งพักรอลูกหาบนำเต๊นทขึ้นมา อากาศเริ่มเย็นลง ๆ จนกลายเป็นหนาว ดีที่มีอุปกรณ์กันหนาวมาพอสมควร เพราะในคืนนี้ อากาศเฉลี่ยที่วัดได้ประมาณ 5 องศา ซึ่งแม้จะมีทั้งเสื้อลองจอน เสื้อนอนกันหนาว เสื้อกันลม และถุงนอน สวมถุงเท้านอน ยังนอนหนาว เพราะน้ำค้างลงอย่างแรง

5 พ.ย. เช้านี้ บางส่วนตื่นเช้าขึ้นดอยทางกิ่วลมเพื่อเก็บพระอาทิตย์ขึ้น แต่ทว่าน่าเสียดายที่ฟ้าปิด แต่บางส่วนรอขึ้นเก็บภาพอาทิตย์ตกที่ยอดดอยเชียงดาวเลยทีเดียว ซึ่งรอบหลังเราขึ้นไปประมาณบ่าย 3 ทางขึ้นยอดเขาเป็นหินปูน ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังมาก เพราะหินคม สามารถบาด ทำให้เป็นแผลได้

ด้านบนยอดดอย จะมีพันธุ์ไม้ที่ขึ้นเฉพาะที่นี่ อาทิ กุหลาบขาวเชียงดาว สิงโตเชียงดาว ฯลฯ หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวส่วน มากจะนั่งรอพระอาทิตย์ตก เพื่อเก็บแสงสุดท้ายที่นี่ ซึ่งการเดินขึ้นยอดดอย ต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปด้วย เพราะเมื่อพระอาทิตย์ตก ความหนาวเย็นจะพัดเข้ามาแทนที่ทันที อีกทั้งยังต้องนำไฟฉายติดตัวไปด้วย เพราะเมื่อแสงสุดท้ายหมดความมืดก็จะเข้ามาแทนที่ การเดินลงจากยอดดอยมาที่พักจะค่อนข้างลำบาก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นความสนุกที่ได้จากการเดินดอย

เราเดินมาถึงที่พักราว 2 ทุ่ม กินข้าวเย็นที่ทีมลูกหาบจัดให้ แล้วแยกย้าย บางคนยังไหวก็นั่งดื่มล้อมวง แลกเปลี่ยนเรื่องราวการท่องเที่ยวที่ผ่านมาของแต่ละคน ส่วนบางคนก็ขอแยกมาเต๊นท์เพื่อพักเอาแรง สำหรับวันรุ่งขึ้น ที่จะขึ้นยอดดอยอีกครั้ง ส่วนเราขอมุดเต็นท์นอนเอาแรง อากาศค่ำนี้ไม่หนาวเท่าคืนแรก อากาศกำลังดี แต่ทว่าตกดึกหน่อยฝนตกโปรยปราย ทำให้อากาศย่ำรุ่งราว 6 โมงหนาวเย็นกว่ายามค่ำคืนมากนัก

6 พ.ย. วันอาทิตย์แล้ว บางคนตื่นแต่เช้าตรู่เช่นเคยเพื่อเก็บแสงเช้า และดอกไม้ยอดดอยเชียงดาว บางส่วนตื่นมาก็ค่อย ๆ ทยอยเก็บของ แพ็คของ เพราะวันนี้เราจะเดินกลับลงไปยังปางวัวเช่นเดิม  เพื่อจัดแจงอาบน้ำอาบท่า ก่อนกลับเข้ากรุง เราออกเดินประมาณ 10 โมง กว่าจะเดินทางมาถึงด้านล่างก็ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง เพราะเก็บภาพระหว่างทางไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ขาลงจะเกร็งขามาก เพราะเป็นทางชันที่ต้องคอยยั้งเท้าไว้ไม่ให้ลื่นไปตามเส้นทางเดิน ในการเดินดอยหลวงเชียงดาว หรือป่าเส้นอื่น ๆ ทางที่ดีควรสวมรองเท้าใหญ่กว่าเท้า 1 เบอร์ เพราะเวลาเดินลงดอยต้องเดินจิก ซึ่งหากใส่พอดีเท้าอาจทำให้เล็บหลุดได้

เราทยอยลงมา บางส่วนที่ลงมาถึงก่อน ก็จะขึ้นรถกระบะไปวัดถ้ำผาปล่อง เพื่อขออาศัยอาบน้ำอาบท่าที่วัด ก่อนไปรวมตัวกันรับประทานอาหารที่ร้านลุงแกละเช่นเดิม และเมื่อครบถ้วนขบวนความก็นั่งรถตู้กลับ ราว ๆ 16.50 น.  โดยมีแวะซื้อของระหว่างทาง ก่อนจะนั่งหลับมาตลอดทาง กระทั่งมาถึง กทม. โดยสวัสดิภาพประมาณตี 3

เกร็ดเล็กน้อย

เดือนที่เหมาะจะขึ้นดอยหลวงเชียงดาวคือเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์

ก่อนขึ้นดอยต้องได้รับอนุญาตจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว โดยไปขออนุญาตได้ที่ทำการเขตโดยตรง อยู่เลยจากถ้ำเชียงดาว อ.เชียงดาว ไม่ไกลนัก โทรศัพท์ 05-326 -1466  

ต้องมีคนนำทางหรือเจ้าหน้าที่ร่วมเดินทางไปด้วย อัตราค่าจ้างคนนำทางวันละ 400 บาท (คนนำทางจะไม่แบกสัมภาระเลย มีหน้าที่แค่นำทาง)

ค่าลูกหาบวันละ 300 บาท/ลูกหาบ 1 คน  

การเหมารถยนต์หรือจ้างลูกหาบซึ่งมีบริการบริเวณร้านค้าหน้าถ้ำเชียงดาว หรือติดต่อทางไปรษณีย์ได้ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ตู้ ปณ. 12 อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน

ระดับ ความสูงของยอดดอย ทำให้สภาพอากาศเบาบาง หายใจลำบาก จึงควรฟิตซ้อมสภาพร่างกายในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องความหนาวเย็น  บนดอยเชียงดาวไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรให้เราเลย เราจึงต้องเตรียมสัมภาระ ขึ้นไป เช่น เต็นท์ ถุงนอน เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม ไฟฉาย ไฟแช็ค เทียนไขกระดาษทิชชู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ถุงมือ ถุงเท้า หมวก เสื้อกันฝน 

บนยอดดอยหลวงเชียงดาวไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำกินและน้ำใช้ทั้งหมดจะต้องจ้างลูกหาบเพื่อแบกเข้าไป ฉะนั้นควรใช้น้ำอย่างประหยัด (ลูกหาบ 1คนแบกน้ำอย่างเดียว คนละ ประมาณ 20 ลิตรเท่านั้น)  อาหาร และน้ำดื่ม จะเตรียมไปเองก็ได้ หรือสามารถไปซื้อที่ตลาดเชียงดาว  ยาควรจะเตรียมยาที่จำเป็นไป เช่น ยาแก้ปวดหัว, ปวดท้อง, ยาแก้คัน, พลาสเตอร์ยา, และยาสำหรับคนที่มีโรคประจำตัว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

%d bloggers like this: