Roynarm's Blog

Just another WordPress.com site

12 ปีที่ไม่เปลี่ยน ที่ความรักมักเล่นตลกของ แวมไพร์ ร้ายเดียงสา Let Me In

มีโอกาสได้เข้าไปดูหนังแวมไพร์ Let Me In ที่ทราบมาว่าเป็นการนำมาทำใหม่ โดยเค้าโครงเดิมเป็นหนังภาษาสวีเดนชื่อเรื่องว่า Let the Right One In ไม่แน่ใจว่าต้นฉบับกับของใหม่คล้ายคลึงหรือใกล้เคียงมากน้อยขนาดไหน แต่จากที่ผ่านตาในหนังตัวอย่าง คิดว่าใกล้เคียงมากสำหรับวิธีการนำเสนอ แต่จะต่างกันนิดหน่อยก็ตรงโทนสีของตัวหนังที่ฉบับใหม่นี้ออกแนวขรึม ๆ ทึม ๆ ให้เข้ากับบรรยากาสหนังแวมไพร์ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการคัดลอกต้นฉบับมาเกือบทั้งหมดทั้งสิ้นเลยก็ว่าได้ มีต่างกันเพิ่มเติมก็ตรงชื่อตัวละครหลักเท่านั้น

เรื่อง Let Me In เป็นเรื่องราวของ โอเว่น เด็กชายวัย 12 ปี ผู้โดดเดี่ยวจากครอบครัวที่แตกแยก ซ้ำร้ายเขายังโดนเพื่อนกลั่นแกล้งอยู่เสมอ และแล้ววันหนึ่งดวงชะตาพาให้เขาพบกับ แอ๊บบี้ เด็กสาวหน้าตาน่ารักที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้าน เธอมักจะออกมาจากห้องเฉพาะเวลากลางคืนและด้วยเท้าเปล่า ที่กลายมาเป็นเพื่อนรักเพียงคนเดียวของเขา แต่ความรักใสๆ ของเขากลับไม่ธรรมดา เมื่อเด็กสาวคนนั้นเป็น “แวมไพร์” ผู้แสนเลือดเย็น ความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดนี้ชักพาทั้งคู่เข้าสู่ชะตากรรมที่ผูกพันทั้งสอง ไปตลอดกาล

เริ่มเรื่องด้วยโจรคนหนึ่งถูกพิษจากกรดอะไรบางอย่างหน้าตาเละเฟะ ถูกตำรวจนำตัวยังโรงพยาบาล เพื่อสอบเค้นความจริงถึงเหตุการณ์น่าสะพรึงที่เพิ่งเกิดขึ้นในหมู่บ้าน หลังจากที่มีผู้พบศพที่ร่างกายไม่มีเลือดเหลืออยู่เลย แต่ทว่าด้วยฤทธิ์ของน้ำกรดทำให้โจรคนดังกล่าวไม่สามารถพูดหรือออกเสียงใดใด ได้ และหลังจากที่คล้อยหลังตำรวจไปไม่เท่าไหร่ โจรคนดังกล่าวก็ตกตึกโรงพยาบาลลงมาตายอย่างปริศนา พร้อมกระดาษโน้ตที่มีข้อความว่า “ขอโทษนะ แอ๊บบี้” หลังจาก นั้นตัวหนังก็เล่าย้อนกลับไปยัง 2 ชั่วโมงก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว (คิดว่าช่วงนี้คงจะเป็นช่วงที่คนทำหนังนิยมทำหนังสลับไปสลับมา) ซึ่งนำพาเราให้ไปรู้จักเด็กชาย โอเว่น ที่ดูเหมือนจะเป็นคนเก็บกด เพราะครอบครัวที่พ่อกำลังจะแยกทางกับแม่ และที่โรงเรียนเขาก็ถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนที่แข็งแรงกว่า โดยที่เขาไม่สามารถปริปากเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ใครฟังได้

(Right to left.) Kodi Smit-McPhee and Chloë Grace Moretz stars in Overture Films...

งานอดิเรกของ โอเว่น จึงกลายเป็นว่าเมื่ออยู่บ้านเขาจะแอบส่องดูพฤติกรรมของเพื่อนบ้านด้วยกล้อง ส่องทางไกล และเมื่ออยู่นอกบ้าน เขาก็จะนั่งอยู่ในสนามอันหนาวเหน็บ เพราะหิมะที่โปรยลงมาไม่ขาดสายทุกวัน เพื่อร้องเพลงอยู่คนเดียว ซึ่งเราก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไม โอเว่น จะต้องนั่งอยู่กลางหิมะโปรยขนาดนั้นด้วย แต่ก็เก็บความสงสัยนี้ไว้ แล้วข้ามไป

จนกระทั่งวันหนึ่ง โอเว่น เห็นเพื่อนบ้านที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เป็นเด็กผู้หญิงอายุราว ๆ 12 ปี พร้อมพ่อของเธอ โดยในเบื้องต้น โอเว่น ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก จนกระทั่งเธอ “แอ๊บบี้” เดินมานั่งเล่นยังสนาม เธอเดินมายังสนามด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย เหมือนไม่รับรู้ถึงความหนาวเหน็บ

เมื่อพบกันอีกครั้งยังสนามเดิม ด้วยความคุ้นหน้าคุ้นตากันแล้วของทั้งสอง พวกเขาจึงเริ่มพูดคุย และเริ่มสนิทกัน จนก่อเกิดเป็นความรักระหว่างกันและกัน

ด้วยคำพูดหลัก ๆ เข้ากับชื่อหนัง Let Me In เหมือนเป็นการขออนุญาตเข้าไปยังสถานที่ที่อีกคนเป็นเจ้าของ ซึ่งคนเป็นเจ้าของจะต้องเอ่ยปากอนุญาตให้อีกคนเข้าไปได้ จึงจะสามารถเดินเข้าไปยังสถานที่นั้น ๆ โดยไม่ได้รับอันตรายใดใด โดยในตัวหนังก็ได้เฉลยให้เรารู้ว่าทำไมจะต้องเอ่ยอนุญาตออกมาเป็นคำพูด ซึ่งในส่วนนี้การใช้สเปเชียลเอฟเฟกซ์ทำได้ดี ทำให้คนดูอย่างเราเชื่อได้อย่างง่ายดาย

และอีกฉากที่ต้องบอกว่าทำได้ดีไม่แพ้กัน นั่นคือ ฉากที่นางพยาบาลเปิดหน้าต่างเพื่อให้แสงสว่างเข้ามายังผู้ป่วย ซึ่งไม่รู้เลยว่าผู้ป่วยคนนั้นโดนแวมไพร์กัดแล้ว เมื่อต้องแสงแดดร่างนั้นก็ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไป

การแสดงของนักแสดงเด็กทั้งสองคน น่าจะพูดได้ว่าเป็นคนที่มีความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ และดึงดูดคนดูได้เป็นอย่างดี นอกจากการแสดงของนักแสดงหลัก ๆ 2 คนแล้ว ตัวประกอบอื่น ๆ อาทิ เพื่อนที่ชอบกลั่นแกล้งของ โอเว่น ก็เป็นอีกคาแรกเตอร์หนึ่ง ที่เราดูแล้วอยากจะทำอะไรซักอย่าง เพื่อไม่ให้โอเว่นเจ็บตัวอีก

นอกจากการแสดงของนักแสดงแล้ว การใช้ดนตรีประกอบก็ทำให้คนดูตรึงอยู่กับหน้าจอได้ตั้งแต่ต้นจนจบ น่าจะพูดได้ว่าเป็นหนังแวมไพร์ที่มีความคลาสสิคในการนำเสนอ กับแวมไพร์ที่อายุ 12 ปี ไม่เคยเปลี่ยน ความรักในช่วงวัย 12 ปี จะยังคงอยู่ต่อไป โดยผลัดเปลี่ยนคนที่รักไปเรื่อย ๆ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง

ความสนุกของเรื่องราวทำให้คนดูตรึงอยู่กับหน้าจอโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ความรักในช่วงวัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงทำให้หลาย ๆ คนอาจนึกย้อนกลับไปได้ว่า หากยังอยู่ในวัยเยาแบบนี้ จะสามารถรับมือกับสถานการณ์อย่างนี้ได้อย่างที่ โอเว่น ทำหรือไม่

โดย ซายากะ โฮมส์-ดอยล์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on กุมภาพันธ์ 24, 2011 by in วิจารณ์หนัง and tagged , .

นำทาง

%d bloggers like this: