Roynarm's Blog

Just another WordPress.com site

แม้มิใช่แผ่นดินเกิด แต่ขอเป็นแผ่นดินตาย ใน ซามูไร อโยธยา

ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทย และญี่ปุ่น ที่เมื่อดูจากคำโปรยและตัวอย่างแล้ว เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจอีกเรื่องที่คนไทยไม่ควรพลาด

เรื่อง ซามูไร อโยธยา เป็นการนำเอาศิลปะแม่ไม้มวยไทย มาผสานเข้ารวมกับวิถีดาบซามูไรแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งในเนื้อหนังบอกเล่าเรื่องราวในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีพ่อค้าญี่ปุ่นเข้ามาตั้งรกรากอยู่เป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านญี่ปุ่น และมีการจัดตั้งกองอาสาญี่ปุ่นขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ยามาดะ นางามาสะ”

ทางผู้สร้างต้องการนำเสนอศิลป วัฒนธรรม การต่อสู้ของยามาดะ นางามาสะ ที่ได้เข้ามาอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยคงรักษาขนบธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่นไว้อย่างดี ยามาดะเข้ามาอยู่ในสังคม วัฒนธรรมอันดีงามและสวยงามแบบไทย ด้วยความมีน้ำใจของคนไทยช่วยเหลือยามาดะไว้ในการสู้รบ ทำให้ยามาดะมีเพื่อนรักที่คอยสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่เป็นคนไทย จนเพื่อนรักคนหนึ่งของยามาดะได้สละชีวิตเพื่อช่วยยามาดะไว้จากการสู้รบ ยามาดะ นางามาสะใช้ความเก่งกล้าของวิชาซามูไร และวิชามวยไทยที่ได้ร่ำเรียนจากครูมวยคนไทย เข้าคัดเลือกเป็นทนายเลือก ทหารเอกองครักษ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จนได้รับความไว้วางใจเป็นทหารใกล้ชิดผู้กล้า ผู้ปกปักรักษาพระมหากษัตริย์และแผ่นดินไทย

จนกระทั่งในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ยามาดะ นางามาสะ ได้รับความไว้วางใจจนได้รับความดีความชอบเป็นพระเสนาภิมุข มีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ก่อนที่จะได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น  “ออกญาเสนาภิมุข” และในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ยามาดะ นางามาสะ ก็ได้รับคำสั่งให้ไปปกครองเมืองนครศรีธรรมราชในเวลาต่อมา

โดยเนื้อหาเรื่องราวที่อ้างอิงมาจากประวัติศาสตร์ สามารถกระตุ้นให้คนอยากรู้จักชายที่ชื่อ ยามาดะ ชาวญี่ปุ่นคนนี้มากขึ้น เนื่องเพราะเราไม่คุ้นเคยกับการที่มีชาวญี่ปุ่นมาตั้งรกรากในเมืองไทย ในสมัยอยุธยา ก็เป็นได้ ความกระหายใคร่รู้จึงเกิดขึ้น ซึ่งโดยรวมของเนื้อหาก็ทำให้เรารู้แค่ว่า ยามาดะ นางามาสะ คือ ซามูไรชาวญี่ปุ่น ในหมู่บ้านญี่ปุ่นสมัยอยุธยา ซึ่งก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไปอีกนั่นเองว่าเหตุใดญี่ปุ่นถึงมาไทย (ถ้าไม่ได้อ่านในวิกิพีเดีย) แต่ในหนังบอกแต่ว่า ยามาดะ นางามาสะ ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย การแก่งแย่งกันเองของคนญี่ปุ่น จึงขันอาสามาร่วมเป็นนักรบในสยามเพื่อต่อสู้กับหงสาที่พยายามหาทางเข้ามา รุกราน

การนำเสนอเรื่องราวที่ผสานกลิ่นอายแห่งอารยธรรมญี่ปุ่นเข้ากับสยามประเทศ เป็นไปได้อย่างกลมกลืน เป็นความแตกต่างที่กลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดนตรีญี่ปุ่นประกอบเรื่อง แล้วเปลี่ยนมาเป็นเสียงเพลงแบบไทยๆ  คละเคล้ากันได้อย่างละมุน ส่วนทางด้านภาพคงต้องบอกว่าเป็นการถ่ายที่แสงสวย ภาพสวยงามมาก ยิ่งประกอบกับท่วงท่าลีลาหมัดมวยแบบพาหุยุทธ์ ยิ่งทำให้หนังดูทรงพลังเป็นอย่างมาก ดูเป็นหนังมีมาดขรึม ขลัง ที่สะกดคนดูได้เป็นอย่างดี

การแสดงของนักแสดงที่เป็นชาวอโยธยา ที่รู้สึกว่าจะกลายเป็นทัพนักมวยยกโขยงมาร่วมงานกันอย่างล้นหลาม โดยบทเด่น ๆ จะอยู่ที่ “บัวขาว ป.ประมุข” ซึ่งในปีนี้ยังได้รับตำแหน่งให้เป็นทูตวัฒนธรรมไทย คู่กับ “เซกิ โอเซกิ” นักแสดงชาวญี่ปุ่นที่รับบทเป็น “ยามาดะ นางามาสะ” อีกด้วย

บัวขาว ป.ประมุข

ส่วนบทบาทของ เซกิ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ดูเหมือนว่าผู้กำกับต้องการให้บทบาทของตัวละครทุกตัวมีน้ำหนักเท่ากัน มีความสำคัญพอ ๆ กัน แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั่นคือ บทของ “สรพงษ์ ชาตรี” นักแสดงรุ่นใหญ่ที่รับบทเป็น “พระครู” ที่ ดูแล้วเราเชื่อว่าเขาเป็นพระที่มีของ ดูเป็นพระครูผู้เชี่ยวชาญในศิลปะทุกแขนง ทั้งบุ๋นและบู๊ ซึ่งในส่วนนี้ก็คงต้องยกความดีให้กับทีมงานที่เลือกบทนี้ได้เหมาะสมเป็น อย่างยิ่ง

แต่ที่ขัดใจมาก  ๆ สำหรับเรื่องราวนี้เห็นจะเป็น การต่อสู้ระหว่างชาวสยาม รวมถึง ยามาดะ ที่ร่วมสู้รบกับฝ่ายหงสาวดี ซึ่งดูเหมือนว่าฝ่ายหงสา มีดีแค่ตัวใหญ่ ป่าเถื่อน แต่หาได้มีวิชาติดตัวกันไม่ เพราะในระหว่างการต่อสู้ เห็นฝ่ายหงสาเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว มีการโชว์ลีลาที่ดูเหมือนจะเก่งกาจ แต่ทว่ากลับวิ่งเข้าหาดาบตายไปในบัดดล ดูเหมือนว่าคนสร้างต้องการเชิดชูคนไทยและยามาดะมากจนขาดความสมจริงในส่วนนี้ แต่ก็ลบล้างกันไปกับความพยายามและขยันสืบค้นข้อมูล รวมถึงการเขียนบทที่ให้นักแสดงพูดภาษาหงสา เพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นไปอีก (ถึงแม้ว่าเราจะฟังไม่ออกก็ตาม เลยไม่รู้ว่าสำเนียงที่พูดมาถูกต้องรึเปล่า)

ทางด้านสาวไทย ได้ น้องส้ม-ธรรมรส มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว ดูเหมือนว่าจะมาแค่เสริมเรื่องจริง ๆ ด้วย เพราะบทบาทของน้องส้มไม่ค่อยมี เมื่อเทียบกับบรรดานักแสดงชาย เนื่องจากอย่างที่รู้ว่าเรื่อง ยามาดะ ซามูไร อโยธยา เป็นการต่อสู้แบบพาหุยุทธ์ แบบชายชาตรี นั่นเอง ทำให้ตัวละครอย่าง ชบา ไม่ได้เป็นที่จดจำเท่าไหร่นัก แต่ก็ต้องยกความดีให้ทีมคัดนักแสดงอีกนั่นเองที่คัดหน้าตามาได้เป็นสาวไทย จริง ๆ ไม่มีผสมเป็นลูกครึ่ง แต่เมื่อมาคิดดูอีกที การนำน้องส้มมาแสดงในเรื่อง น่าจะเป็นการผ่อนอารมณ์ไม่ให้เป็นหนังผู้ชายเกินไป คือเป็นหนังที่ดูได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ทั้งชายและหญิง

เซกิ โอเซกิ

โดยรวมหนังเรื่องนี้ มีการถ่ายทอดเรื่องราวในอดีต ความเป็นมาของไทย รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านอีกนิดหน่อยที่เชื่อได้เลยว่าคนไทย 99 % ไม่เคยรู้มาก่อน สำหรับหนังดี ๆ ที่พยายามสร้างเรื่องนี้ นอกจากเชิดชูศิลปะมวยพาหุยุทธ์แล้วยังส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-ญี่ปุ่นอีกด้วย  แต่อย่างที่บอกขัดใจตรงการต่อสู้กับชาวหงสาเท่านั้น ส่วนการนำเสนอเรื่องราวให้ไปแบบเต็ม ๆ รวมถึงก๊อปปี้คำพูดที่ดูเท่ห์ ปลุกใจให้รักเพื่อน และความรักในแผ่นดินที่ถึงแม้จะไม่ใช่แผ่นดินเกิด ก็ขอให้เป็นแผ่นดินตาย และกำไรของคนดูที่เป็นสาว ๆ ก็คือ การได้เห็นซิกส์แพ็คของหนุ่ม ๆ กันอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะ เซกิ โอเซกิ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on กุมภาพันธ์ 24, 2011 by in วิจารณ์หนัง and tagged , , .

นำทาง

%d bloggers like this: