Roynarm's Blog

Just another WordPress.com site

เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน กับการเนรมิตตัวการ์ตูนให้มีชีวิต The Last Airbender มหาศึก 4 ธาตุจอมราชันย์

บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาของหนัง

ต้องขอยอมรับเลยว่ารู้จักซีรีย์การ์ตูนเรื่อง Avatar : The Last Airbender ครั้งแรกจากการค้นหาทางอินเตอร์เนต เพื่อหาเรื่อง AVATAR ของ เจมส์ คาเมร่อน แล้ว หลังจากนั้นก็ได้รู้จักหนังเรื่องนี้เรื่อยมา ทั้งจากหน้านิตยสาร และบนโลกไซเบอร์ โดยมีผู้กำกับที่เคยผ่านการเขียนบทและกำกับหนังเรื่อง The Sixth Sense อย่าง เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน มาทำหน้าที่ทั้งกำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้ ด้วยผลงานเรื่องก่อนๆ ของเขา ประกอบกับคำให้สัมภาษณ์ตามหน้าสื่อต่างๆ ที่บอกว่า ชยามาลานต้องการที่จะทำหนังให้ลูกๆ ของเขาได้ดู ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นโปรเจคต์หนังเรื่อง The Last Airbender เรื่องนี้จึงเกิดขึ้น โดยมีที่มา มาจากการ์ตูนซีรีย์เรื่อง Avatar : The Last Airbender และกลายเป็นโปรเจคต์ที่ทำให้เรารอคอยที่จะดู

The Last Airbender เป็นซีรีย์สุดฮิตที่ได้รับรางวัลแอนนี่อวอร์ดสาขาแอนิเมชั่นสำหรับเด็กยอด เยี่ยม ซึ่งซีรีย์นี้มีทั้งหมด 3 ซีซั่น แบ่งเป็น น้ำ (Water) ดิน (Earth) และ ไฟ (Fire)  โดยเรื่องราวของซีรีย์อวตารนี้เล่าว่า

โลกของ Avatar: The Last Airbender ได้ถูกกำหนดไว้ว่าเป็นโลกที่ถูกแบ่งออกเป็นสี่ดินแดนตามชื่อธาตุทั้งสี่คือ อาณาจักรแห่งดิน ชนเผ่าแห่งน้ำ เผ่าเร่ร่อนแห่งลม และประเทศแห่งเพลิง ซึ่งแต่ละประเทศจะมี “Benders” ผู้ที่เกิดมาก็มีพลังในการเรียนรู้ลึกซึ้งถึงพลังของชนเผ่าตนเอง และทุกๆยุคจะมี Bender หนึ่งคนที่มีพลังทั้งสี่อยู่ในตัว เรียกว่า Avatar(อวตาร) วิญญาณแห่งดวงดาว ทุกครั้งเมื่ออวตารเสียชีวิตลง วิญญาณจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในร่างของเด็กทารกของชนเผ่าต่อไป (จะวนเวียนกันไปทั้งสี่เผ่า) กลายเป็นวัฏจักรที่ไม่มีสิ้นสุด ก่อให้เกิดเป็นฤดูกาลต่างๆ ทำให้ความสมดุลของพลังทั้งสี่เท่าเทียมกัน ทีนี้ อัง (Aang) ซึ่งเป็นชนเผ่าแห่งลม และยังเป็นอวาตารฝึกหัดอยู่ ได้ถูกสั่งให้ออกเดินทางไปยังวิหารแห่งดิน เพื่อเรียนรู้พลังธาตุทั้งสี่พร้อมกับคงความสมดุลเอาไว้ให้ได้ (ข้อมูลจาก http://video.mthai.com/player.php?id=18M1271719246M0)

และสำหรับในเวอร์ชั่นหนังใหญ่นี้ ชยามาลาน  หยิบยกเอาตอนแรกของซีรีย์ออกมา คือตอน “น้ำ”

โลกตกอยู่ในเพลิงสงคราม ไม่มีใครหน้าไหนที่มีพลังมากพอจะหยุดยั้งการทำลายล้างที่มิอาจหลีกเลี่ยง ได้…จนกระทั่งบัดนี้ เป็นเวลา 100 ปี ที่ชาติแห่งไฟได้ลงมือก่อความรุนแรง เพื่อหวังจะครองโลกที่พวกเขาเคยปกครองร่วมกับอีกสามชนชาติ อันได้แก่ ชาติลม, ชาติน้ำ และชาติดิน โดยชนชาติไฟยื่นข้อเสนอให้สามชนชาติที่ตกเป็นเบี้ยล่าง เพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือ ถ้าไม่ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง ก็ต้องโดนทำลายล้างจนสิ้นซาก

เมื่อชาวบ้านพยายามปกป้องชีวิตและ ทรัพย์สินของตัวเองอย่างไร้หวัง พวกเขาสนับสนุนคนเพียงไม่กี่คนที่ถูกเลือก และมีความสามารถที่จะควบคุมธาตุประจำชนชาติ และใช้มันได้ดังใจประสงค์ อย่างไรก็ดี เจ้าแห่งไฟที่มีกองทัพและอาวุธทำลายล้างมหาศาล ลงมือกำจัดเจ้าแห่งลมทุกคนบนโลก และบัดนี้ พวกเขากำลังหันมาวางแผนกำจัดชนชาติน้ำ ที่ตั้งมั่นอยู่ในป้อมปราการทางด้านเหนือ

วันหนึ่ง คาทาร่า เจ้าแห่งน้ำ (นิโคล่า เพลท์ซ) กำลังฝึกฝนฝีมืออยู่กับ โซกะ พี่ชายของเธอ (แจ็คสัน แร็ธโบน) พวกเขาก็ได้พบกับเด็กชายนามว่า อัง (โนอาห์ ริงเกอร์) แต่ เมื่อเห็นได้ชัดว่า อัง มีความสามารถในการควบคุมลมได้ คาทาร่ากับโซกะรู้ตัวว่าพวกเขาได้พบเจ้าแห่งลมคนสุดท้ายแล้ว และอังยังเป็นร่างอวตารเพียงหนึ่งเดียวตามคำทำนายที่สามารถควบคุมธาตุทั้ง สี่ได้ทั้งหมด

ทั้งคาทาร่า และโซกะ รู้ว่าเจ้าแห่งลมที่ยังวัยเยาว์ผู้นี้ ก็คืออาวุธชิ้นสุดท้าย ที่จะสามารถตอบโต้การรุกรานของชนชาติไฟ และกู้สมดุลมาสู่โลกที่แตกแยกด้วยภัยสงครามได้ แต่เขาจะสามารถใช้ทักษะในการควบคุมธาตุ และกลายมาเป็นวีรบุรุษอย่างที่เขาต้องเป็น ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไปได้หรือไม่.

ด้วยเรื่องราวของทั้งที่เป็นการ์ตูนซีรีย์สุดฮอต และ เรื่องราวของหนังในตอนแรก ดูไม่ได้แตกต่างกันมากมายนัก ซึ่งตัวละครหลักๆ ที่เราเห็นก็จะมีเจ้าแห่งลม นั่นก็คือ “อัง”, เจ้าแห่งน้ำ “คาทาร่า” และ พี่ชายของคาทาร่า “โซกะ” 3 ตัวละครหลักที่จะนำพาเราเดินทางไปพบกับบรรดาผู้รอดชีวิตในชนเผ่าธาตุอื่นๆ  และชนชาติแรกที่พวกเขาพบเจอก็คือ ชนเผ่าน้ำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มเรื่องและเป็นจุดหมายของพวกเขา

หลังจากที่ได้ดูหนังแล้ว ก็กลับมาดูซีรีย์การ์ตูนไป 1 ช่วง ทำให้รู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างการเล่าเรื่องทั้ง 2 แบบ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นโทนของเรื่อง ในการ์ตูน จะใส่ความเป็นเด็กแฝงเข้าไปในตัวของ “อัง” มีทั้งความขี้เล่น ช่างคุย สมกับวัยเด็ก แต่ในเวอร์ชั่นที่เป็นหนังกลับเน้นไปในโทนขรึม เครียด  ซึ่งทำให้เราเห็นว่าตัวละคร  “อัง” ในหนังเป็นคนพูดน้อย คิดเยอะ อาจเป็นเพราะ ชยามาลาน ทำหนังแนว sixth sense, the happenning มากเกินไปหรือเปล่า เลยจับเอาตัวละคร อัง ที่น่าจะเป็นเด็กช่างพูด ขี้สงสัย ขี้เล่น ให้กลายเป็นคนเจ้าปัญหาไปซะอย่างนั้น และแทนที่หนังจะเป็นหนังที่เด็กดูสนุกกลับอาจจะทำให้เด็กดูแล้วเครียดตามก็ เป็นไปได้เหมือนกัน

ในส่วนของชนชาติอัคคี หรือ ไฟ นั้น ตัวนักแสดงดูแล้วไม่เหมาะกับคนที่มีพลังแข็งแกร่ง มีเพลิงอาวุธเอาเสียเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้การเชา ในตัวหนังเหมือนเป็นคนที่ไร้ซึ่งความน่าเกรงขาม ไร้วิชา เพราะต้องอาศัยไฟจากสถานที่ต่างๆ ที่ไปสู้รบมาเป็นตัวจุดเพลิงพลังให้ตนเอง ไม่เหมือนในการ์ตูนซีรีย์ ที่มีไฟลุกออกมาจากมือของตนเองได้ แต่ในตัวหนังก็ได้เอ่ยถึงการใช้พลังเพลิงจากฝ่ามือออกมา แต่ไม่ใช่ของผู้การเชา แต่เป็นของอาไอโรห์ (ชอว์น ทู้บ) ผู้เสียสละของซูโก้ ที่เป็นผู้มีความสามารถในการใช้พลังเพลิงเป็นอย่างมาก

ในการคัดเลือกตัวนักแสดงมาเล่น ดูแล้วไม่มีอะไรที่ติดขัด เพียงแต่ยังไม่มีตัวละครตัวไหนที่ดูโดดเด่นทางการแสดง หรือใครที่เปล่งประกายทางการแสดงได้เจิดจรัส เพราะทุกคนแสดงและทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ถ้าเรื่องนี้จะได้ ก็คงได้เพราะการแสดงของแต่ละตัวละคร ผนวกกับ CG ที่ชยามาลานเรียงร้อยมา และที่สำคัญเพราะมีที่มามาจากการ์ตูนฮิต

ไหนๆก็พูดเรื่องตัวนักแสดงกันไปแล้ว ก็อยากจะให้มองดูการแสดงของแต่ละคน  ในเรื่องจะเห็นว่าทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่พอมาผสมผสานกับเรื่องราวในหนัง ในการแสดงของแต่ละส่วน ของแต่ละคน เหมือนดูหลวมๆ ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ดูแล้วเหมือนจะมีที่มา แต่ทว่ากลับมองหาไม่เจอ น่าจะเป็นเพราะบทภาพยนตร์ที่ยังไม่แข็งแรง (รึเปล่า)

แต่ที่น่าจับตามองสำหรับหนังภาคนี้ ก็คือได้นักแสดงหนุ่ม เดฟ พาเทล จากภาพยนตร์สุดฮิต Slumdog Millionaire มารับบทเป็น ซูโก้ เจ้า ชายแห่งชาติไฟที่เต็มไปด้วยความพยาบาทซึ่ง เดฟ พาเทล ก็ทำหน้าที่ได้ดี ทั้งสีหน้า แววตา รวมถึงการเข้าฉากร่วมกับ ชอว์น ทู้บ ทั้งสองรับส่งบท ต่อบทกันได้ดี หน้าเชื่อถือ และทั้งสองยังทำหน้าที่นำคนดูเข้าสู่ตัวหนังได้ในส่วนที่พวกเขาทั้งสองปรากฏ ตัวออกมาบนหน้าจอพร้อมกัน

ส่วนเรื่องของการใช้ CG การใช้สเปเชี่ยลเอฟเฟกซ์ การผสมผสานของเสียงซาวด์เอฟเฟกซ์ เสียงดนตรีประกอบ เป็นสิ่งที่ดูดีที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้ คงต้องพูดว่าถ้าใครอยากดูหนังที่เน้น CG เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่น่าพลาด แต่ถ้าเป็นคนดูหนังที่เน้นเนื้อหา สาระ ความสมจริง ก็ต้องพิจารณากันนิดนึงก่อนตัดสินใจเข้าไปดู

โดยรวมของหนัง The Last Airbender เป็นหนังที่มีแง่คิด ใช้ทฤษฎีเชิงปรัชญาที่เกี่ยวกับศาสนาเข้ามาช่วยกล่อมเกลาจิตใจ แต่ทว่าเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาผ่านทางตัวหนังกลับไม่สามารถดึงให้คนดูจม จ่อมเข้าไปมีส่วนร่วมได้กับตัวหนัง ทำให้ตัวหนังที่ทำออกมาดูไม่มีอะไร นอกจากดูเอาแค่ความมัน ความบันเทิง เพียงอย่างเดียว  เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้ เป็นครั้งแรกของ ชยามาลาน ที่ไม่ได้เป็นคนต้นเรื่อง แต่ทว่าดัดแปลงมา ก็เลยยังไม่ใช่งานฝีมือที่ดีที่น่าจับตาสักเท่าไหร่ ใครที่รอคอยหนังของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน เรื่องนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งถ้าจะเข้าไปดู

movie.mthai.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: