Roynarm's Blog

Just another WordPress.com site

หนัง Inception เมื่อโลกแห่งความจริงและความฝันแยกแยะกันไม่ออก

ได้มีโอกาสเยี่ยมๆ มองๆ ทั้งโปสเตอร์ และตัวอย่างหนังของหนังเรื่อง Inception อยู่เป็นนานสองนาน ความอยากรู้ อยากเห็น มันยิ่งเอ่อล้นทบทวีมากขึ้นในจิตใจ เพราะความที่เป็นหนังแอ๊คชั่นไซไฟ ที่มีภาพกราฟิกประกอบ ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้อยู่ในลิสต์ที่ต้องไปดูให้จงได้ และเมื่อโอกาสนั้นมาถึง ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยแสนเหนื่อยจากหน้าที่การงานขนาดไหน ก็ยังกระวีกระวาด เดินทางไปยังโรงหนังเพื่อไปชมหนังเรื่องนี้ได้ในที่สุด

หนังเรื่อง Inception กำกับโดยคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่เคยผ่านงานทั้งเขียนบทและกำกับมาแล้วจากเรื่อง Memento และ The Dark Knight ซึ่งทั้งสองเรื่องที่ผ่านมา แฟนๆหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลน คงเห็นว่าเนื้อหาสำคัญของหนังที่เค้าทำส่วนใหญ่มักเล่นกับจิตใต้สำนึกที่มี อยู่ของคนเรา

ยกตัวอย่างเรื่อง Memento ซึ่งเป็นเรื่องราวในการปะติดปะต่อความทรงจำที่ขาดหายไปของตัวละคร เพื่อค้นหาความจริง, เรื่อง The Dark Knight ซึ่งแฟนแบ๊ตแมน คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า แบ๊ตแมนนั้นมีเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำที่เลวร้าย และนั่นก็กลายเป็นจิตใต้สำนึกที่หลอกหลอนแบ๊ตแมนมาจนโต นอกจากแบ๊ตแมนที่มีจิตใต้สำนึกเลวร้ายแล้ว ยังมีตัวร้ายอย่าง โจ๊กเกอร์ ที่มีจิตใต้สำนึกเลวร้ายฝังหัวมาตลอดอีกด้วย.

และสำหรับผลงานเรื่องล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง Inception หรือในชื่อภาษาไทยว่า จิตพิฆาตโลก เนื้อเรื่องก็ตามความหมายของเรื่องเลย นั่นคือการนำเรื่องเกี่ยวกับจิตสำนึกมาใช้เล่าเรื่องอีกครั้ง แต่สำหรับครั้งนี้เขานำเสนอในมุมมองที่แหวกแนว โดยมีจุดเริ่มต้นคือ “เมื่อ ราว 10 ปีก่อน ผมทึ่งกับหัวข้อของความฝัน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของชีวิตในยามตื่นของเราไปถึงชีวิตในฝัน ผมมักจะพบเรื่องไม่ธรรมดาที่น่าสนใจในความฝัน ไม่ว่าจะเป็นความน่ากลัว หรือความสุข หรือความมหัศจรรย์ ถูกสร้างขึ้นจากจิตใจของเราเองในขณะที่เกิดขึ้น และสิ่งที่มันบอกเล่าเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของจินตนาการเป็นเรื่องพิเศษ ผมเลยเริ่มคิดว่าทำยังไงที่มันจะสามารถนำมาใช้กับหนังแอ็คชั่นฟอร์มใหญ่กับ มิติที่มีความเป็นมนุษย์อย่างมาก”

“Inception” เป็น ไปตามสมมติฐานของความเป็นไปได้ที่จะแบ่งปันความฝัน …ความฝันที่ได้ถูกออกแบบให้ดูและรู้สึกเหมือนจริงอย่างสมบูรณ์ในระหว่างฝัน และใสสภาวะไร้สำนึก ความลับที่มีค่าและล้ำลึกสุดของคนเราจะอยู่ที่นั่นเพื่อให้รับรู้

“หัวใจของเรื่องคือความเชื่อว่าความคิดเป็นเหมือนกาฝากที่ทรงพลังและคืนสภาพ ได้มากที่สุด ร่องรอยที่จะคงอยู่ตลอดไปในความทรงจำ…สักแห่ง ความคิดที่ว่าใครสักคนจะสามารถเข้ามาควบคุมพื้นที่ความฝันของเราได้ ในรูปแบบที่สัมผัสได้จริง และขโมยความคิด และไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวแค่ไหน เป็นการกระตุ้นความสนใจ”

และเมื่อทราบที่มาที่ไปในการสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์บนจอภาพยนตร์เรื่องนี้กันแล้ว ลองมาดูเรื่องราวคร่าวๆ ของหนังกัน

ดอม คอบบ์ (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) หัวขโมยระดับพระกาฬ สุดยอดฝีมือในการฉกชิงข้อมูลเสี่ยงอันตราย : เพื่อล้วงความลับจากเบื้องลึกของจิตใต้สำนึกในระหว่างห้วงฝัน ซึ่งเป็นเวลาที่สติจะเปราะบางที่สุด  ความสามารถอันหาได้ยากของคอบบ์ ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นซึ่งกระหายหิวในโลกใหม่ของการจารกรรมข้อมูลที่ไม่ น่าไว้วางใจ แต่มันก็ยังทำให้เขาเป็นผู้หลบหนีข้ามชาติที่ต้องสูญเสียทุกอย่างซึ่งเคยรัก ไปจนหมดสิ้น  ตอนนี้คอบบ์ได้รับการหยิบยื่นโอกาสที่จะแก้แค้น งานชิ้นสุดท้ายที่จะคืนชีวิตให้กับเขา เพียงแต่เขาจะต้องทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จ นั่นคือ การปลูกฝัง หรือ Inception แทนที่การเข้าไปขโมยดั่งที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ โดยคอบบ์กับทีมผู้เชี่ยวชาญของเขาจะต้องดึงสิ่งที่ตรงข้ามกันออกมา

งานของพวกเขาไม่ใช่การเข้าไปขโมยความคิด แต่จะต้องปลูกมันเข้าไป ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จจะกลายเป็นอาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ แต่ไม่มีการวางแผนอย่างรอบคอบชนิดใดที่จะทำให้ทีมงานพร้อมจะเผชิญหน้ากับ ศัตรูอันตราย ที่ดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้าถึงทุกความเคลื่อนไหว ศัตรูซึ่งมีเพียงคอบบ์ผู้เดียวที่จะมองเห็นได้

โดยเรื่องราวของหนัง เปิดให้เราเห็นตัวละครหลักคือ “คอบบ์” (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ที่นอนสลบไสลบนพื้นทราย และถูกทหารญี่ปุ่นหิ้วตัวขึ้นไปหานายใหญ่ ซึ่งมีสภาพแก่ชรามาก โดยชายผู้นั้นเกริ่นเข้าเรื่องว่าเคยพบกับคนที่หน้าตาคล้ายคอบบ์เมื่อนานมา แล้ว…จากนั้นเรื่องราวก็เปลี่ยนไปเปิดตัวละคร เป็นชายชาวอเมริกัน 2 คน “คอบบ์” และ “อาเธอร์” ที่พยายามเจรจากับชายชาวญี่ปุ่น “ซาอิโตะ” (เคน วาตานาเบ้) เพื่อให้เขายอมปลดปล่อยข้อมูลโดยการใช้คำพูดหว่านล้อม ล่อลวงเขาให้ตายใจ แต่ทว่าก่อนที่ผลงานนั้นจะสำเร็จ ทั้งคอบบ์และอาเธอร์ ก็ต้องพลาดท่าเพราะผู้หญิง อดีตคนรักของคอบบ์เอง…แต่หลังจากนั้น อาเธอร์ โดนตึกถล่มใส่ แต่แทนที่จะเสียชีวิต ภาพหนังตัดสลับกลับไปให้เห็นว่า ทั้งอาเธอร์ คอบบ์ และ ซาอิโตะ ต่างก็อยู่ให้ห้วงความฝัน..แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะหลังจากนั้น เมื่อทั้ง 3 ตื่นจากฝัน คนดูก็ต้องตื่นตากันอีกครั้ง เพราะว่านั่นคือความฝันอีกขั้นหนึ่งของคนทั้งสาม..

เพียงแค่ซีนเปิดตัว ทั้งเอฟเฟกซ์ การแสดง โดยรวมภาพ แสง สี เสียง เพอร์เฟกต์ ทำเอาคนดูตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจ กันเป็นที่สุด สำหรับความเป็นคนช่างคิด ช่างฝัน ช่างจินตนาการ

การดำเนินเรื่องของ “คริสโตเฟอร์ โนแลน” คง ต้องบอกว่าเป็นขั้นเทพ มากฝีมือ ทั้งการเขียนบทที่เหนือล้ำจินตนาการ ก้าวกระโดดกว่าการเขียนบทธรรมดาทั่วๆ ไป เพราะเขามีสอดแทรกวิธีการ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ การอ้างอิงทฤษฎีที่น่าจะมีอยู่จริง ให้ข้อมูลเหล่านี้สื่อออกมายังการแสดง และภาพของหนัง ซึ่งหากใครพลาดชมสักช็อต คงต้องงงกันเป็นไก่ตาแตก เพราะหนังมีมีความซับซ้อน มีแง่มุมซ่อนอยู่หลายชั้น

แต่ความพิเศษของหนังยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อยิ่งดูก็เหมือนคนดูได้จินตนาการและจมจ่อมไปอยู่ในเรื่องราวแห่งความฝัน ที่เสมือนโลกแห่งความจริงที่ผู้กำกับคนเก่งสร้างขึ้น ต้องขอสารภาพว่าด้วยความที่เหนื่อยจากการงานและการเดินทางทำให้เพลีย และเกิดอาการง่วงงุน หลับตาไปสักพัก รู้สึกว่าตัวเองจินตนาการเข้าสู่โลกแห่งฝันที่คริสโตเฟอร์ โนแลน สร้างไว้ เหมือนตัวเราไปเข้าไปสัมผัสกับฝันลึกหลายซับหลายซ้อน จนกระทั่งลืมตาขึ้นมา และรู้เพียงว่า เราแค่หลับตาไปวูบเดียว แต่เหมือนเวลาในจินตภาพในมโนสำนึกของเราเดินทางไปนาน

คงต้องบอกว่าดูหนังแล้วอิน เป็นแบบนี้เอง ว่างๆ ลองดูว่าคุณจะถูกดูดกลืนไปกับจินตภาพที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน สร้างไว้เหมือนผู้เขียนหรือไม่

ด้วยเนื้อหา สาระ ภาพ และส่วนประกอบอันกลมกลืน ทำให้หนังเรื่องนี้อยู่ในกระแสวิจารณ์ที่ไปในทางบวก ถือว่าดีที่สุดสำหรับหนังปีนี้เลยก็ว่าได้

movie.mthai.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

%d bloggers like this: